NBC's Investor News

เนชั่น คว้า 2 ใบอนุญาตทีวีดิจิตอลช่อง ข่าว และวาไรตี้

ปิดฉากประมูล'ทีวีดิจิทัลกสทช.รับกว่า5หมื่นล้าน

ประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่อง มูลค่ารวม 50,862 ล้านบาท พุ่ง 234% จากราคาขั้นต้นประมูล เตรียมพิจารณารับรองรายชื่อผู้ชนะประมูลใน 15 วัน  "เนชั่น" คว้า 2 ใบอนุญาตช่อง "ข่าว-วาไรตี้" ด้าน "สุทธิชัย" ลั่นเบอร์หนึ่ง "ช่องข่าว" ขณะที่ช่อง 3 คว้า 3 ไลเซ่นส์    

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์  และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) รวม 4 ประเภท 24  ช่อง ประกอบด้วย ช่องเอชดี 7 ช่อง, ช่องวาไรตี้ เอสดี 7 ช่อง, ช่องข่าว 7 ช่อง และ ช่องเด็ก 3  ช่อง  ระหว่างวันที่ 26-27  ธ.ค. ที่ผ่านมา  เป็นการประมูลคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล ระดับชาติ ภายใต้ใบอนุญาต 15 ปี ครั้งแรกในรอบ 58 ปีของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย

ช่องเอชดี กำหนดราคาขั้นต้นประมูลช่องละ 1,510 ล้านบาท รวม 7 ช่อง  มีมูลค่า 10,570 ล้านบาท  มูลค่าการประมูลรวม  23,700 ล้านบาท, ช่องวาไรตี้ เอสดี  กำหนดราคาขั้นต้นช่องละ 380 ล้านบาท รวม 7 ช่อง  มีมูลค่า 2,660 ล้านบาท มูลค่าการประมูล 15,950 ล้านบาท, ช่องข่าว กำหนดราคาขั้นต้นช่องละ 220 ล้านบาท รวม 7 ช่อง มีมูลค่ารวม 1,540 ล้านบาท มูลค่าการประมูลรวม 9,238 และ ช่องเด็ก 3 ช่อง กำหนดราคาขั้นต้นช่องละ 140 ล้านบาท  รวมมูลค่า  420 ล้านบาท  มูลค่าประมูล 1,974 ล้านบาท

 รวมมูลค่าราคาตั้งต้นประมูลทีวีดิจิทัล 4 ประเภท 24 ช่อง มีมูลค่า 15,190 ล้านบาท   มูลค่าประมูลอยู่ที่ 50,862 ล้านบาท  คิดเป็นอัตราราคาการประมูลเพิ่มขึ้น 234%

เตรียมรับรองผลทีวีดิจิทัล ใน 15 วัน

พ.อ.นที ศุกลรัตน์  รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่โทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) รวม 24 ช่อง 4 ประเภท  มีมูลค่าประมูลรวม 50,862 ล้านบาท โดยบอร์ด กสท.จะพิจารณารับรองรายชื่อผู้ชนะการประมูลภายใน 15 วัน หลังจากนี้

เงินประมูลทั้งหมดจะนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาสื่อฯ โดยแบ่งเงินที่กำหนดเป็นราคาขั้นต้นประมูลรวม 15,190 ล้านบาท จัดสรรเป็น "คูปองส่วนลด" ให้ 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัล คาดพิจารณาแจกคูปองเดือนก.พ.-มี.ค. 2557

"เนชั่น"คว้าอันดับหนึ่งช่องข่าว วานนี้ (27 ธ.ค.) กสทช. จัดประมูลทีวีดิจิทัล เป็นวันที่ 2  โดยช่วงเช้า 09.30-12.30 น. เป็นการประมูลประเภทช่องข่าว 7 ช่อง ราคาขั้นต้นช่องละ 220 ล้านบาท เคาะราคาครั้งละ 2 ล้านบาท  มีผู้เข้าประมูล 10 ราย

ทั้งนี้ ผู้ชนะการประมูลทีวีดิจิทัลช่องข่าว  ประกอบด้วย 1.เครือเนชั่น 1,338 ล้านบาท  2.วอยซ์ทีวี  1,330 ล้านบาท 3. ทีวีพูล 1,328 ล้านบาท 4.สปริงนิวส์  1,318 ล้านบาท 5.ทรู (ทีเอ็นอ็น)  1,316 ล้านบาท 6.เดลินิวส์ 1,310 ล้านบาท 7. บริษัท 3 เอ.มาร์เก็ตติ้ง (ผู้ร่วมผลิตข่าวช่อง 5) 1,298 ล้านบาท

สำหรับราคาตั้งต้นประมูลข่าว 7 ช่องมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,540 ล้านบาท  ส่วนมูลค่าประมูลช่องข่าวรวม 9,238 ล้านบาท 

 

เนชั่นวางเป้าเบอร์หนึ่งช่องข่าว

นายสุทธิชัย หยุ่น ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป กล่าวว่า เครือเนชั่น มีเป้าหมายประมูลชนะช่องข่าว จึงได้เคาะเสนอราคาอยู่ในกลุ่มผู้นำซึ่งมีการแข่งขันต่อเนื่อง ต่างจากช่องวาไรตี้เอชดีและเอสดี ที่เสนอราคาช่วงแรกและช่วงสุดท้าย

การชนะประมูลช่องข่าวอันดับหนึ่ง เป็นความตั้งใจของเครือเนชั่น ในการบริหารช่องข่าวฟรีทีวีดิจิทัล  มีความพร้อมในการบริหารช่องข่าว "เนชั่น แชนแนล" มากกว่า 12-13 ปี มีความพร้อมด้านบุคลากร  เพื่อนำเสนอคอนเทนท์ผ่านรูปแบบสื่อมัลติมีเดีย  หลังจากได้รับรองการเป็นผู้ชนะประมูลทีวีดิจิทัลช่องข่าว และได้รับใบอนุญาต จะนำช่องเนชั่น แชนแนล ไปออกอากาศบนแพลตฟอร์มทีวีดิจิทัล ช่องข่าว

"การประมูลชนะทีวีดิจิทัล ช่องข่าวอันดับหนึ่ง สอดคล้องกับเป้าหมายการบริหารทีวีดิจิทัล ช่องข่าว ที่ต้องการเป็นผู้นำสถานีข่าวตั้งแต่วันแรกที่ออกอากาศ หรือ Number One from Day One" 

ขณะที่การบริหารทีวีดิจิทัล วาไรตี้ เอสดี  วางเป้าหมายบริหารช่องรายการในรูปแบบ "สาระบันเทิง" พร้อมเปิดโอกาสการทำงานร่วมกับผู้ผลิตคอนเทนท์ สาระบันเทิงทุกราย ภายใต้กรอบประกาศหลักเกณฑ์ที่ กสทช.กำหนด

หลังจากได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 2 ช่อง จาก กสทช. ภายใน 5 ปี กลุ่มสื่อโทรทัศน์จะเป็นรายได้หลักของเครือเนชั่น โดยมี 4 ธุรกิจที่จะเติบโตไปพร้อมกัน คือ โทรทัศน์  สิ่งพิมพ์ นิวมีเดีย และ การศึกษา

 

ชี้ทิศสื่อทีวีโอกาสโตสูง

พ.อ.นที กล่าวว่า การประมูลทีวีดิจิทัลทั้ง 2 วันที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ร้องเรียน ส่วนการประมูลช่องวาไรตี้ เอสดี ที่เสนอราคาสูงกว่าราคาขั้นต้น  เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่ากิจการโทรทัศน์ที่กำลังเปลี่ยนจากยุคอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล เป็นกิจการที่มีโอกาสเติบโตสูง

"ราคาประมูลทั้งช่องวาไรตี้เอชดีและเอสดี ที่มีการแข่งขันสูง สะท้อนจากมุมมองต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์ที่ไม่เหมือนกัน เชื่อว่าผู้ประมูลไม่ได้เคาะด้วยความสนุก แต่มั่นใจแล้วว่าราคาที่เสนอประมูล ประกอบกิจการและอยู่รอดได้"   

การประมูลช่องเอชดี ซึ่งราคาเพิ่มขึ้นจากราคาขั้นต้นเท่าตัว เกินกว่า กสทช. ประเมินไว้ว่าราคาน่าจะอยู่ที่ช่องละ 2,500-3,000 ล้านบาท  ส่วนช่องวาไรตี้ เอสดี ราคาประมูลเกินคาดการณ์เพียง 10-15%

ขณะที่ช่องข่าวและเด็กมีการเสนอราคาแข่งขันน้อยกว่า เนื่องจากมีเงื่อนไขด้านการนำเสนอรายการในกลุ่มข่าวและสาระเป็นหลัก

การประมูลทีวีดิจิทัลประเภทช่องวาไรตี้ เอชดีและเอสดี ผู้ชนะประมูล 80% เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่เข้าสู่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ฟรีทีวีดิจิทัล โดยมีผู้ประกอบการฟรีทีวี รายเดิมเพียง 20% ที่ชนะการประมูล ขณะที่ช่องข่าวผู้ที่ชนะเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ทั้งสิ้น จะทำให้เพิ่มความหลากหลายด้านช่องรายการ

 

ช่องข่าวเคาะราคาต่อเนื่อง

สำหรับลักษณะการเสนอราคาประมูลทีวีดิจิทัล ช่องข่าว ช่วง 5 นาทีแรก มีการเสนอราคาอย่างต่อเนื่องจนราคาเกินกว่าราคาขั้นต้น "เท่าตัว" จากนั้นช่วง 20 นาทีแรกผู้เข้าประมูลทั้ง 10 ราย ซึ่งมีลักษณะการเสนอราคาแบบเกาะกลุ่ม ได้เสนอราคาประมูลเกิน 1,000 ล้านบาททุกราย  แต่ช่วง 5 นาทีสุดท้ายมีการเคาะเสนอราคาอย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุดเวลาประมูล

 

"ช่องเด็ก"ราคาเพิ่ม 370%

 ขณะที่การเสนอราคาช่องเด็กช่วงบ่ายในเวลา 15.30-16.30 น.  การเสนอราคาในช่วง 5 นาทีแรก มีการแข่งขันเคาะราคาต่อเนื่อง และเกินราคาขั้นต้น"เท่าตัว"  หลังจากผ่าน 20 นาทีแรกมีการหยุดเสนอราคา

การประมูลช่องเด็ก 3 ช่อง ราคาขั้นต้นช่องละ 140 ล้านบาท  เคาะเสนอราคาเพิ่มครั้งละ 2 ล้านบาท  

ผู้ชนะประมูลช่องเด็ก 3 ราย ประกอบด้วย 1.ช่อง 3 ราคา  666 ล้านบาท 2.อสมท ราคา 660 ล้านบาท และ ทีวีพูล ราคา  648 ล้านบาท รวมมูลค่า 1,974 ล้านบาท ราคาประมูลสูงกว่าราคาขั้นต้น 370%


ช่อง3คว้าสูงสุด 3 ช่อง

การประมูลทีวีดิจิทัล 2 วัน จำนวน 24 ช่อง  มี 17 กลุ่มธุรกิจชนะประมูลช่องทีวีดิจิทัล  ผู้ชนะประมูล  3 ช่อง  มี 1 รายคือช่อง 3 รวมมูลค่า 6,471 ล้านบาท  ผู้ชนะประมูล 2 ช่อง มี 5 ราย คือ  จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, เครือเนชั่น, อสมท, ทรู และ ทีวีพูล

ผู้ชนะประมูล 1 ช่อง มี 11 ราย คือ  วอยซ์ทีวี, เดลินิวส์ทีวี, 3เอ.มาร์เก็ตติ้ง, สปริงนิวส์, โมโน กรุ๊ป, ช่อง7, เวิร์คพอยท์, อมรินทร์ทีวี, กลุ่มปราสาททองโอสถ, ไทยรัฐทีวี และอาร์เอส 

จากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุกิจ 28 ธ.ค.56 

 

 

Back to top