NBC's Investor News

ระวังภัยเสวนาแผนป้องกันน้ำท่วมชุมชนต้อนรับคับคั่ง

 

ช่องระวังภัยได้จัดกิจกรรม "แผนรับมือป้องกันน้ำท่วม"ขึ้น หลังจากประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤติน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ภาคเหนือมาถึงภาคกลาง และไม่เว้นแม้กระทั้งกรุงเทพมหานคร สร้างความเสียหายหลากหลายมิติ ทั้งในแง่มุมของเศรษฐกิจ การเกษตร ทรัพย์สิน และบ้านเรือนของประชาชน จนมิอาจจะคิดเป็นมูลค่าที่แท้จริงได้ และนับเป็นมหาอุทกภัยที่ไม่มีใครคาดคิด และเตรียมการรับมือมาก่อน เพราะถ้านับถอยหลังไป น้ำท่วมใหญ่ปี 2538 หรือแม้กระทั้งหลังจากนั้นก็ยังไม่เสียหายขนาดนั้น

หลังจากน้ำลดลงรัฐบาลเริ่มขยับเรื่องมาตรการรับมือกับน้ำท่วมระลอกใหม่ ประกอบกับแผนมากมายที่พลั่งพลูออกมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการขุดลอกคูคลอง โครงการยกระดับถนน โครงการแก้มลิง โครงการพื้นที่น้ำนอง หรือรับน้ำ และโครงการระยะยาวแม้กระทั้งโครงการสร้างเขื่อน และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง เมื่อแผนในกระดาษที่ถูกส่งมาจากหน่วยงานราชการระดับพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือระดับอำเภอ จังหวัดถูกส่งเข้ามาบูรณาการส่วนกลางเสร็จเรียบร้อย นายกรัฐมนตรีคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เดินสายทัวร์นกขมิ้น ตรวจแผนการภาคปฏิบัติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เริ่มต้ตั้งแต่อุตรดิตถ์ พิษณุโลก นครสวรรค์ ไล่ลงมาจนถึงปทุมธานี เพื่อเคาะแผนปฏิบัติการ งบประมาณ และส่งกำลังเสริมเข้าไปช่วยในพื้นที่ต้องการแรงงานมากเป็นพิเศษ ด้วยการส่งทหารเข้าไปช่วยเพื่อให้แผนปฏิบัติการเป็นไปตามช่วงเวลาที่จะรับมือกับน้ำใหม่ในช่วงหน้าฝนหน้า

เพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุนทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศว่าแผนปฏิบัติการรับมือน้ำท่วมของรัฐบาลจะบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ "สถานีข่าวระวังภัย"จึงจัดกิจกรรมเสวนาตรวจการบ้านรัฐบาล 5 ครั้ง อันเป็นการย้อนกลับไปตรวจสอบแผนงานของรัฐบาลว่าเป็นอย่างไร คืบหน้าไปถึงไหน โดยเวทีแรกที่ทีมข่าวระวังภัยเดินทางไป คือ เวทีบางระกำ จ.พิษณุโลก ซึ่งผู้ว่าปรีชา เรืองจันทร์ ยืนยันว่าแผนการทั้งหมดเดินหน้าไปเกือบหมดแล้ว และมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่า ถ้าฝนใหม่ที่กำลังจะมามีปริมาณน้ำเท่าเดิม ไม่มีปัญหาอะไรเลย

"ผมควักมือเรียกเลยครับว่า ถ้าปริมาณน้ำเท่ากับปีที่แล้วรับประกันได้ว่า บางระกำน้ำจะไม่ท่วมหนัก แต่ต้องบอกก่อนว่า ปกติบางระกำน้ำท่วมอยู่แล้ว เพียงแต่จะไม่สร้างความเสียหายมากเหมือนปีนี้เท่านั้นเอง" นี้เป็นคำยืนยันจากเจ้าของโครงการ "บางระกำโมเดล"

เวทีที่สอง เราระวังภัยขยับลงมานครสวรรค์ เพื่อดูว่าถ้าน้ำใหม่มานครสวรรค์น้ำจะท่วมหรือไม่ โดยเฉพาะในเขตเมืองที่ก่อนหน้านั้นป้องกันกันเต็มที่ แต่สุดท้ายเอาไม่อยู่น้ำทะลักเข้าท่วมตัวเมือง แต่ได้รับการยืนยันจาก จิตตเกษม นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครนครสวรรค์ว่า แผนรับมือน้ำท่วมที่เสนอต่อรัฐบาล และนายกฯยิ่งลักษณ์ลงไปตรวจสอบแผนนั้น ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 60 เปอร์เซ็น โดยเฉพาะการยกระดับเขื่อนแนวป้องกันน้ำท่วม และเสริมความมั่นคงแข็งแรงเข้าไป จะสามารถรับมือน้ำท่วมได้

เวทีที่สาม กับเวทีแกมลิง หรือพื้นที่น้ำนอง จ.พระนครศรีอยุธยา เรื่องที่คุยกันมาก ไม่ใช่เรื่องแผนรับน้ำ แต่เป็นเรื่องของค่าตอบแทนมากกว่าว่า ถ้าจะเลือกบางอำเภอของพระนครศรีอยุธยา เป็นที่รับน้ำชาวบ้านเจ้าของที่ดิน ที่ทำนาอยู่จะได้รับค่าชดเชยอย่างไร ในอัตราต่อไร่เท่าไร่ เพื่อเลิกทำนาปีไป 1 ครั้ง แต่เรื่องหนึ่งที่ "วิทยา ผิวผ่อง" ผู้ว่าฯพระนครศรรอยุธยา หยิบยกขึ้นมาถกในวงเสวนา คือ การทำแผนป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม ที่เอกชนเองเดินหน้าไปมากแล้ว แต่ในส่วนของภาครัฐจะเข้าไปช่วยสนับสนุน โดยรัฐบาลให้งบมา 3000 ล้านบาท เพื่อทำถนนยกระดับจากถนนสายหลัก (เอเซีย) เข้าไปยังนิคมอุตสาหกรรมทุกแห่ง เป้าหมายหลักอยู่ทีว่าเมื่อเจอปัญหาน้ำท่วมจะหนักหนาขนาดไหนก็ตาม ขบวนการผลิตของโรงงานทั้งหลายต้องเดินหน้าต่อไปได้ การคมนาคมขนส่งต้องไม่ติดขัด พนักงานต้องเข้าไปทำงานได้ตามปกติ ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นภาคประชาชนแล้ว นักธุรกิจทั้งหลายทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ก็จะเชื่อมั่นกับแผนปฏิบัติการนี้ด้วย

เวทีที่สี่ ไปที่ริมเขื่อนกันน้ำของสิงห์บุรี ซึ่งก่อนหน้านั้น สิงห์บุรี ได้จัดทำเขื่อนกั้้นน้ำในเขตเทศบาลไว้ก่อนแล้ว น้ำท่วมครั้งคราวปี 2554 ในเขตเทศบาลเมืองสิงห์บุรี จึงสามารถป้องกันตัวเองไว้ได้อยู่รอดปลอดภัยจากน้ำท่วม แต่หลักๆของพื้นที่โดยรวมของสิงห์บุรีก็เจอปัญหาน้ำท่วมไม่น้อยเช่นกัน ที่นี่พระภิกษุรูปหนึ่งที่เข้าร่วมเสวนาด้วย ได้กล่าวถึงการรับมือของทางวัดเพื่อป้องกันโบรายวัตถุ และโบราณสถานของวัด ที่พระสงฆ์ต้องช่วยเหลือตัวเอง สร้างแนวกั้น แต่ท้ายที่สุดก็เอาไม่อยู่ ต้องขยายวงแนวกั้นออกไปให้กว้างขึ้นเพื่อรักษาสิ่งสำคัญของชาตืที่เป็นพระพุทธรูปโบราณไว้ให้ได้ แต่ชาวบ้านเสนอว่า แนวคั้นกั้นน้ำ หรือเขื่อนกั้นน้ำน่าจะขยายออกไปมากกว่าเขตเทศบาล เพื่อรักษาชุมชนริมเจ้าพระยาเอาไว้ให้ได้

เวทีสุดท้าย สมุทรสาคร ชะตากรรมของคนปลายน้ำ ซึ่งเป็นเวทีที่ประชาชนต้องประสบกันน้ำทั้ง 3 คือ น้ำหลาก น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน เป็นที่รับรู้กันว่า เมืองสมุทรสาครนั้น เจอน้ำท่วมจากน้ำทะเลหนุนทุกปี แต่น้ำจะท่วมเพียงระยะสั้นๆไม่กี่ชั่วโมง แต่เทศบาลนครสมุทรสาครก็วางแผนรับมือ และแก้ปัญหาไว้หลายอย่าง แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แม้จะอยู่ปลายน้ำก็ไม่อาจหลีกหนีน้ำท่วมไปได้ แต่ด้วยความตื่นตัว และประสานความร่วมมือทั้งองค์กรท้องถิ่น ราชการภูมิภาค อย่างชลประทาน และเครือข่ายภาคประชาชน ทั้งคนรักษ์แม่น้ำท่าจีน กลุ่มอาสาพาน้ำลงทะเล จึงสามารถเดินฝ่าวิกฤติน้ำท่วมมาได้ แต่เพื่อความมั่นใจ โครงการขุดลอกคูคลองที่มีอยู่จำนวนมาก จึงถูกเสนอเข้าสู่แผนปฏิบัติการรับมือน้ำท่วมกว่า 40 คูคลอง และเชื่อว่า ถ้าดำเนินการตามแผนจะสามารถรับน้ำน้ำท่วมได้ แต่สำหรับเวทีสมุทรสาครแล้ว ยังมีการพูดถึงถนนพระราม 2 ที่ขวางแนวตะวันตก-ตะวันออก และถือเป็นถนนที่ขวางทางน้ำก่อนลงสู่ทะเล มีการเสนอว่าจะทำอย่างไรเพื่อเปิดถนนพระราม2 ให้น้ำไหลผ่านได้มากขึ้น และจะได้ไม่เป็นตัวขวางทางน้ำอีกต่อไป

5 เวทีของการเสวนา สำเร็จลุลวงตามเป้าหมาย ภายใต้การสนับสนุนของสปอนเซอร์ แต่เราจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านั้น หลังจากภาคใต้ของไทยเราประสบปัญหาได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2555 และขย่มซ้ำด้วยแผ่นดินใจกลางภูเก็ต ที่ ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เราในนามช่องระวังภัยไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้กับปัญหาที่เห็นอยู่ข้างหน้า ทั้งองค์ความรู้ของคนภูเก็ต ทั้งปัญหาการอพยพ ปัญหาการสื่อสาร และอีกหลายหลายปัญหาที่จ่ออยู่

ช่องระวังภัยจึงริเริ่มโครงการใหม่ "ตั้งสติ เรียนรู้ สู้ภัยแผ่นดินไหว" โดยจะเดินทางไปจัดเสวนาใหญ่อีกครั้งในวันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป้าหมายหลักเพื่อให้ความรู้กับคนภูเก็ต ลดภาวะความตื่นกลัวอย่างไม่มีเหตุผล และเสริมความรู้เพื่อเตรียมพร้อมกับมือกับเหตุแการแผ่นดินไหวในอนาคต ซึ่งยังไม่อาจไม่วางใจได้ เนื่องจากภาคใต้มีแนวรอยเลื่อยที่ยังมีพลังอยู่อีก 2 รอยเลื่อน ถึงแม้นจะเป็นแค่กิ่งรอยเลื่อน แต่เราจะไว้วางใจไม่ได้ ต้อง "ตั้งสติ เรียนรู้ และพร้อมที่จะสู้กับภัย" ที่เราไม่รู้ว่าเขาจะมาเมื่อไหร่

Back to top